ดูหนังออนไลน์: A Monster Calls มหัศจรรย์เรียกอสูร

ดูหนังออนไลน์: A Monster Calls มหัศจรรย์เรียกอสูร ความเจ็บที่เราต้องก้าวผ่าน วันนี้ได้ทำความรู้จักกับอีกหนึ่งมอนสเตอร์ในโลกภาพยนตร์ ‘A Monster Calls’ หรือ ‘มหัศจรรย์เรียกอสูร’ ภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือที่เจ้าของเป็นคนเขียนบท กำกับฯ โดยเจ้าของผลงาน ‘The Impossible’ และ ‘The Orphanage’

‘A Monster Calls’ มหัศจรรย์เรียกอสูร

“มอนสเตอร์” ในความหมายของใครแต่ละคนก็คงจะไม่เหมือนกัน หลายคนอาจจะนึกถึงว่ามันเป็นสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตที่น่าเกลียดน่ากลัว มีนิสัยดุร้ายและทำแต่ความเสียหาย ขณะที่มอนสเตอร์ในบางเรื่องราว มันก็แค่สิ่งที่ชั่วแค่รูปร่างหน้าตา ทว่ากลับมีจิตใจที่ดีก็ได้

เรื่องย่อหนัง ‘A Monster Calls มหัศจรรย์เรียกอสูร’

เด็กน้อยที่อาศัยอยู่แม่ของเขา คอนเนอร์ (Lewis MacDougall) ดูเป็นเด็กที่เก็บกดอยู่ไม่น้อย มีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนในโรงเรียนเป็นประจำ กลับมาบ้านก็กลับได้พบกับยาย (Sigourney Weaver) ที่ระบุจะพาเขาไปอยู่ด้วย เขาดูจะไม่ยินยอมนัก คงเพราะเขาอยากอยู่กับแม่ (Felicity Jones)

แต่แม่ของเขาป่วย ไม่มีใครจะช่วยดูแลเขาได้นอกจากยาย

เด็กชายฝันร้ายเรื่อยมา ความฝันนั้นบอกบางสิ่งที่เขาเก็บไว้ในใจ แต่เมื่อเขาได้พบกับ “มอนสเตอร์” (Liam Neeson) ต้นยิวยักษ์ที่ยืนต้นมานานในสุสานข้างบ้าน มันกลายเป็นอสูรตนใหญ่ตาสีแดง และมันกำลังคุกคามคอนเนอร์ด้วยการเล่านิทานสามเรื่อง และบังคับให้เขาเล่านิทานเรื่องเดียวที่เขาไม่อยากจะเล่า

จากหน้าหนังที่ใส่มาในตัวอย่าง นี่น่าจะเป็นหนังที่เล่าในสไตล์หนังจากวรรณกรรมเยาวชน มีอสูรยักษ์เป็นตัวชูโรงให้เด็กได้ตื่นตา แต่พอไปเจอจริงๆ กลับพบว่า หนังมันไปไกลกว่านั้น มันลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็นหนังที่ทำขึ้นมาสำหรับเด็กดู

งานวิชวลและเทคนิคอันบรรเจิดบรรจง

ดูจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนขั้นสุด ตั้งแต่แรกเห็นก็รู้สึกได้ถึงสิ่งนี้ทันที งานด้านภาพที่ปรากฏให้เห็นในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ช่วงต้นที่ขึ้นไตเติลมา ไปจนถึงตอนจบของเรื่อง

ทั้งช่วงที่ใช้คนแสดง แต่แต่งเติมด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกที่เนียนกริบ โดยเฉพาะภาพของ “Monster” อสูรต้นไม้ที่ละเอียดยิบไปทุกกระเบียดนิ้ว

หนังเล่าถึงเด็กน้อยที่มีความสามารถด้านการวาด หนังก็เลยใช้ภาพที่โฟกัสไปที่การวาดเป็นพิเศษ เจาะเข้าไปใกล้ถึงดินสอที่ถูกเหลา ลายเส้นที่ปรากฏขึ้นเมื่อเนื้อดินสอสีดำๆ จรดวาดลงบนกระดาษขาว และยังมีช่วงของการระบายสีด้วยเทคนิคการเป่าเพื่อสร้างอสูรร้ายที่เด็กน้อยฝันถึง

แต่ที่ชอบมากก็คงจะเป็นการหยิบใส่ภาพแอนิเมชั่นแทรกเข้ามาในหนังคนแสดง ซึ่งทำได้เหมาะเจาะ เท่ สุดสวยงาม และน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

งานนี้ ต้องขอชมทีมสร้างภาพจากใจจริง…
เฟลิซิตี้ โจนส์ … ทำน้อยได้มาก

หลังจากได้ดู ‘มหัศจรรย์เรียกอสูร’ บอกกับตัวเองได้ว่า Felicity Jones ในเรื่องนี้ถือว่าเล่นจริงๆ น้อยมาก เพราะหนังเน้นให้เวลาและน้ำหนักกับเด็กน้อยกับอสูรต้นไม้เยอะมาก แต่ก็ใช่ว่า ทุกวินาทีที่มีเธออยู่บนจอจะไร้ค่า แต่กลับตรงกันข้าม เธอคือความดีที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลย

ในเรื่องนี้ เธอเล่นเป็นแม่ที่มีโรคร้ายติดตัวแม้จะไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าเป็นโรคใดแน่ แต่ดูท่าว่าอาการเธอจะทรุดลงเรื่อยๆ ดูจากหน้าที่ตอบของเธอแล้ว ก็ไม่แปลกใจที่หนุ่มน้อยคอนเนอร์จะเก็บกดหนัก ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัว เธอเล่นได้อย่างเข้าถึง ยิ่งผ่านไปช่วงสุดท้าย น้ำตาที่เก็บกักมานานก็ถึงกาลต้องปลดปล่อยออกมาแม้เธอจะออกมาน้อย แต่สิ่งที่เธอเล่นถือว่า “มาก” เกินพอ

เฟลิซิตี้ โจนส์ใน ‘มหัศจรรย์เรียกอสูร’

ไม่ใช่แค่ Felicity Jones หรอกนะที่แสดงได้ยอดเยี่ยม แต่ด้วยทีมนักแสดงที่สุดยอดจึงทำให้ ‘มหัศขรรย์เรียกอสูร’ ดีได้ถึงขั้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อย Lewis MacDougall ที่สวมบทบาทเด็กเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

นี่ยังไม่รวมถึง Liam Neeson มันเป็นการเล่นสต็อปโมชั่นเรื่องที่สองของเขา แต่อสูรต้นไม้ก็แสนเท่ทุกครั้งที่ยืนตระหง่าน เสียงพูดอันอ่อนโยนและแข็งกร้าว ดูมีพลังตรึงความสนใจ ลุงเลียมเขาทำได้ไม่เลวเลย
สร้างแรงบันดาลใจ สร้างแรงกระเพื่อมได้อย่างมหาศาล

จริงๆ แล้วเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ดูไม่ได้เด็กอย่างหน้าหนังเท่าไหร่เลย มันเป็นเรื่องเด็กที่กดเก็บจากสิ่งที่ต้องเผชิญในวัยนั้นก็จริง แต่สิ่งที่อสูรและเด็กสนทนากันอยู่นั้นมันลึกซึ้งมากจนผู้ใหญ่ที่ได้ดูยังต้องอึ้ง สิ่งที่เราได้เผชิญในโลกแห่งความเป็นจริงมันเป็นเช่นนั้น และเราต้องใช้กำลังใจมากแค่ไหนถึงจะผ่านมันมา

โปสเตอร์หนัง ‘มหัศจรรย์เรียกอสูร’

หนังอาจไม่ถึงกับยาวมากนัก ตลอดเรื่องอาจจะไม่มีฉากไหนสร้างอาการสะอึ้นได้ แต่ผู้กำกับฯ เลือกที่จะเก็บมันไว้ท้ายสุด เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมที่หนักหน่วงให้เกิดในใจผู้ชม

อยากให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้ลองซื้อตั๋วเข้าไปดูในโรงกันดูสักที แง่มุมของโลกใบนี้ที่แสนเจ็บปวด มันดูแย่นะ แต่มันก็คือความจริง หนังอาจดำเนินเรื่องให้เราสับสนว่านี่คอนเนอร์อยู่ในโลกความจริงหรือโลกความฝันกันแน่ แต่สิ่งที่อสูรเล่าล้วนปฏิเสธไม่ได้เลย

เราทุกคนต้องเคยเจอกับอุปสรรค ความเจ็บปวด ความกลัวการสูญเสีย ต้องเคยร้องไห้เสียใจ ต้องเก็บงำความรู้สึกที่ไม่อยากจะบอกกับใครแม้แต่กับตัวเอง ต้องยิ้มแม้ในใจจะเศร้า เราต่างมี “มอนสเตอร์” อยู่กับตัวแม้ในวันที่เราคิดว่ามันไม่ได้อยู่ ถ้าเรารู้ มันอาจกลายเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวข้ามผ่านไปเพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งกว่าเก่า